ห่างหายการอัพเดตมานาน เพราะหายไป..
หายไป..
หายไป..
หาย.. โอ๊ย พอแล้ว!
หายไปเรียนนวดมา
นวด ทำไมคนเราต้องเรียนนวด?
ถ้าจำไม่ผิดมันเริ่มขึ้นบ่ายวันใดวันนึงที่ฉันกำลังหดหู่
และได้ยินเสียงนายหญิง และเถ้าแก่ว่าอยากจะทำสปา
เป็นเสียงร่ำๆ ที่คล้ายจะไม่เกี่ยวข้องกับฉัน
แต่ตัดภาพมาอีกที ก็มีบัญชาให้ฉันได้ไปเรียนนวด
 
นวดไทย  7 วัน
นวดน้ำมันตะวันตก 7 วัน
นวดเท้า / นวดกระชับไขมัน / สปาตัว
และนวด สวีดิช (เป็นอย่างเดียวที่ขณะเขียนยังไม่ได้เรียน)
 
เขาถามฉันว่าอยากไปเรียนนวดไหม
ฉันตอบแบบไม่คิดว่า "ไป"
เพราะมันเป็นโอกาสให้ฉันได้กลับไป กรุงเทพเมืองฟ้า..
โดยที่ยังไม่รู้ และเรียกว่ายังไม่ทันได้คิดมากกว่าว่า การนวดจะทำให้เราได้เจออะไรบ้าง
 
ตัดภาพมาที่ดรงเรียนนวด
คุณคิดว่าคนที่มาเรียนนวดคือใคร?
ก. ป้าแก่ๆ หาลำไพ่พิเศษ
ข. สาวต่างจังหวัด มาเรียนเพื่อหางานในเมืองทำ
ค. ชาวต่างชาติ ที่มาเรียนเพราะสนใจ
ง. ถูกทุกข้อ
 
ใช่ คำตอบคือ ง.งู
แต่ที่มากไปกว่านั้นคือมีคนอีกหลากหลายประเภทมากกกกกกกกกกกกกกก
ที่มาเรียนนวด
ด้วยเหตุผลที่ต่างกัน
ด้วยปัจจัยแวดล้อมที่ต่างกัน
ทำให้การเรียนนวดที่ฉันตั้งใจจะไปเอาวิชาเพียงอย่างเดียว
กลายเป็นการมาเจอเพื่อนใหม่ ต่างวัย ต่างที่มา
 
คุณพี่คนนึง มาเรียนเพื่อจะไปเปิดร้านนวดที่โตเกียว เพราะตอนนี้เปิดร้านอาหารอยู่
(ฉันได้ขอ Contact เรียบร้อย หากฉันอยากไปตะลอนโตเกียว)
 
พี่อีกคน มาเรียนเพราะจะกลับไปนวดที่นอร์เวย์ 
(พี่คนนี้ฉันรักมาก และได้บอกไปแล้วว่าจะขอไปนอนบ้านเขา โดยแลกการนวดเป็นค่านอน)
 
และ.. อีกหลายๆคน ที่ทำให้ฉันได้มองทางเดินใหม่ๆให้ชีวืต
 
วันนี้ยังไม่มีอะไรจะอัพเดตมากมาย นอกจากการประมวลภาพการเรียนนวดก็แล้วกัน
ครั้งหน้า จะกลับมาพร้อมเรื่องราวการทำสวน และขี่มอเตอร์ไซด์ไต่ถัง
 
กาญฯสวัส
 
 
 
 
 

edit @ 12 Oct 2013 11:54:24 by Hansa

ยังไม่ชินกับการกลับมาตื่นตี 5 ครึ่ง

แต่ก็ต้องตื่นมาทำงานตามเดิม

ชีวิตที่ตื่น 9:30 กลับบ้านสาม-สี่ทุ่ม คงเป็นอดีตไปแล้วจริงๆ

มันก็เป็นเช่นนั้นแล

 

วันนี้ตื่นมา ก็รีบจัดการเรื่องกุญแจทั้งหมด

แม้จะมีเรื่องที่มหัศจรรย์ ที่เข้ามากระทบหู กระทบใจ

เช่น ..

“ถ้ามีคนถามว่าแนนมาทำงานที่นี่แล้วรู้สึกอึดอัดไหม ก็ต้องบอกเลยว่าอึดอัด​ฮ่าๆ”

ห๊ะ? ยังไงนะ?!

คือบอกว่าอึดอัดแต่ก็หัวเราะไปพลางนี่มันคืออะไรกัน?

น้องแนนค่อนข้างสับสน

 

วันนี้ต้องมีคนขับรถไปเอาไก่ในเมือง

แน่นอนว่าหน้าที่นี้คงต้องเป็นพี่เก่ง ที่จะต้องขับรถไปคนเดียว

เราต่างก็ฝากซื้อข้าวของกันใหญ่ และเพียงไม่นาน ป้าก็ลั่นวาจาออกมา

“เก่งๆ งั้นเดี๋ยวป้าไปด้วยละกัน น้องแนนอยู่จัดการเรื่องห้องนะ”

 เอาเถอะ ฉันไม่ถือสาอะไร เพราะที่นี่ชีวิตทุกคนก็ต้องขึ้นอยู่กับลุงและป้าอยู่แล้ว

แต่พี่เก่งนี่สิ ออกแนวหมดอารมณ์ฟึดฟัด

 

ป้าแอบมากระซิบ

“ตาเก่งนะ ถ้าให้ไปคนเดียวเนี่ย ชอบแว่บออกนอกข้างทางตลอด ป้ารู้นะ แต่ก็ต้องทำเป็นหลับหูหลับตา บางทีเนี่ยเขาชอบแวะ 7-11..”

 

ห๊ะ แวะ 7-11 นี่นับเป็นการนอกลู่นอกทางแล้วเหรอ!!

 

ฉันนั่งฟังแบบหน้านิ่ง พลางคิดว่าการที่ป้าเข้าเมืองไป และไปทำสีผมนี่..

ไม่ถือเป็นการนอกเส้นทาง

 

ขณะฉันกำลังทำหน้ามึน ป้าหันมาพูดอีกที

“งั้นน้องแนนเข้าเมืองแทนดีกว่า จะได้ไปรู้จักที่ทาง”

ฉันตาลุกวาว ตื่นเต้นตื่นตา และรีบพุ่งตัวไปอาบน้ำทันใด

 

ภายในเวลาอันรวดเร็ว ฉันกระโดดขึ้นรถกะบะที่พี่เก่งขับมา

“ที่แรกที่ต้องไป ไปเปลี่ยนบิลที่ใหญ่การค้า” พี่เก่งบอก

เอาเถอะ จะไปไหนฉันก็ไม่รู้อยู่แล้วล่ะ

อย่างน้อยการเปลี่ยนเป็นฉันมาแทนป้า ฉันก็เชื่อว่าพี่เก่งน่าจะรู้สึกดีกว่าเดิมละ

 

“แนนเคยไปตรงสถานีน้ำตกไหม?” พี่เก่งถาม

“ไม่เคยอ่ะ เก๋เหรอ?”

“เก๋มาก เคยมาครั้งนึง เดี๋ยวต้องไปแถวนั้นอยู่แล้ว จัดไปเลยพี่น้อง!”

ว่าแล้วเราก็ไปร้านใหญ่การค้า (อย่างพอเป็นพิธี) และไปท่องแถบสถานีน้ำตก

 

หมู่บ้านแถวนั้นเหมือนโลกในอดีต

ตึกไม้ชั้นเดียว บรรยากาศโดยรอบ เหมือนย้อนเวลากลับไปกว่า 20 ปีที่แล้ว

“แถวนี้มีร้านกาแฟ นี่ไง”

 

ท่ามกลางหมู่บ้านเก่าๆ เรากลับเจอร้านกาแฟน่ารักอยู่ท่ามกลางเขา

ฉันถึงกับกรี๊ดออกมา พร้อมทั้งวิ่งลงไปซื้อกาแฟ และถ่ายรูปเล่นอย่างสนุกสนาน

 

-       อย่านอกเส้นทาง ท่องไว้ในใจ -

 

หลังจากซื้อกาแฟและถ่านภาพจนอิ่นหน่ำสำราญ

“อ่ะ นั่นอ่ะ สถานีรถไฟน้ำตก” พี่เก่งชี้ไปยังจุดที่เราจอดรถ

ตัดภาพมา หรรษาวิ่งร่าเริงไปถ่ายรูปอีกครั้ง

-       อย่านอกเส้นทาง ไม่เข้าใจหรือไง -

 

กระโดดขึ้นรถอีกครั้ง หน้าตาลิงโลด พร้อมแก้วกาแฟในมือ

 

“นี่เคยไปสะพานข้ามแม่น้ำแควหรือยัง?” พี่เก่งถามอีกที

“ไม่เคยอ่ะ ปกติขับผ่านไปเลย พ่อก็ไม่แวะ” ฉันบอก

“โอเค ต้องไปดูให้รู้กันดีกว่าพี่น้องง”

ว่าแล้วพี่เก่งก็ขับเร่งความเร็ว เพื่อพาเราเข้าสู่เมือง ไปยัง..

สะพานข้ามแม่น้ำแคว

 

เวลาสิบโมงกว่า

แดดระอุไม่แคร์ใครในจักรวาล

ฉันเดินถือซองเอกสารที่จะต้องไปถ่ายเอกสารติดมือลงไปสะพานด้วย เพราะคิดว่าอาจจะมีร้านให้ถ่ายเอกสาร

ว่าแล้วก็วิ่งไปถ่ายรูปอีกที

 

-       ให้น้องแนนไปด้วย ตาเก่งจะได้ไม่แวะออกนอกเส้นทาง -

 

จนมีรถไฟมา

“นี่แหละ ไฮไลท์ของวัน” พี่เก่ง Said

เมื่อรอจนรถไฟผ่านไป เราจึงออกเดินทางไปภารกิจที่ 2

นั่นคือเอาเอกสารไปให้ฮอนด้า กาญฯ

เราได้ไปเจอพี่หน่อยอีกครั้ง

 

“อ่าว คราวนี้มาเองเลยเหรอ?” พี่หน่อยถาม

“ใช่ค่ะ” และคุยเรื่องธุระที่ต้องการ จนมาถึงคำที่พี่หน่อยเริ่มเป็นฝ่ายถามฉันบ้าง

“กลับมานี่ มาจากเมืองนอกเลย หรือกรุงเทพฯ”

“กลับมาจากกรุงเทพฯค่ะ”

“แล้วเมื่อก่อนทำงานอะไรมา”

“เป็นครีเอทีฟค่ายเพลงค่ะ”

“มิน่าละ ทายแล้วว่าต้องทำงานแนวเอเจนซี่ หรืออะไรแบบนี้”

ยังไงว่ะ ฉันคิดในใจ

“ค่ายเพลงอะไรเหรอ” พี่หน่อยถามต่อ

“KAMIKAZE ค่ะ”

“เห้ยยย พี่เป็นน้าขนมจีนนะ!! โลกกลมมากจริงๆ”

นั่นเป็นประโยคที่พี่หน่อยเริ่มเปิดใจกับฉัน ฉันรู้สึกได้

พี่หน่อยเริ่มเล่านั่นนี่ให้ฟัง รวมไปถึงให้ฉันเข้าไป Join Page เจ็ดหมื่นหนึ่งพัน กาญจนบุรี เพราะเป็นเพจที่ทำมาเพื่อสนับสนุนธุรกิจในกาญฯ เรียกว่าสร้างโดยคนที่นี่ เพื่อคนที่นี่

ก่อนกลับ ฉันจึงขอ Line พี่หน่อย

พี่หน่อยบอก “เอาเบอร์ไปเลย”

นี่ละมั้ง..​คือภาวะ “ขอใจเธอแลกเบอร์โทร”

 

ภารกิจที่ 2 เรียบร้อย พี่เก่งถาม “หิวยัง ไปกินข้าวมันไก่กัน”

แล้วก็เข้าเมืองไปสู่ร้านข้าวมันไก่ 10 บาท

เรียกว่าทุกเมนู 10 บาทหมดเลยจะดีกว่า

 

แม้จะเป็นข้าวมันไก่จานน้อย แต่ก็ถือเป็นข้าวมันไก่ที่ให้เนื้อไก่เยอะมาก

 

ซัดโฮกไป 1 จาน และเดินไปร้าน Srifa ต่อ

เขาว่าร้านนี้ขนมอร่อย เลยลองไปเดินดู จัดเอแคล์ไป 1 กล่องน้อย

 

ได้เวลาภารกิจที่ 3 สักที

ภารกิจเอาไก่

เราอาจจะคิดถึงการไปซื้อไก่ไม่กี่โล

แต่ภารกิจนี้ ขนไก่มาจนเต็มหลังกะบะหลังของรถ!

เมื่อไก่อยู่หลังรถขนาดนี้ เราต้องเร่งทำเวลาอย่างแท้จริง

 

พุ่งมาต่อด้วยภารกิจซื้อขนมปัง และพริกแกง

เราก็ยังต้องรอเขาขนมาให้อีกอยู่ดี

“ไปเดินดูของในตลาดป่ะ” พี่เก่งถามอีกที

 

-       อย่านอกเส้นทาง ต้องตั้งใจไว้ -

 

“เอาดิ” แล้วก็เดินไปหาของกินต่อ

พี่เก่งซื้อเลือดหมู ฉันจะเอาเงินกองกลางออก

“อย่าเลย วุ่นวายต้องออกบิลอีก ซื้อไปเถอะ” พี่เก่งตอบ

(แล้วสุดท้ายเลือดหมูนั้นก็เอามาให้ลุงและป้าอยู่ดี)

 

แล้วเราก็กลับขึ้นรถ เมื่อขนของทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว

ยังเหลือภารกิจการ Xerox เอกสารที่จำเป็น

เราจึงแวะร้านแถวราชภัฎ เพื่อถ่ายเอกสาร ราคา 20 บาท

แน่นอน ฉันขอบิลและใช้เงินกองกลาง

(แม้จะรู้สึกละอายนิดหน่อย แต่ฉันไม่ใช่คนดี ขอโทษด้วย)

 

“เดี๋ยวต้องเติมน้ำมันก่อนถึงแพด้วย” พี่เก่งบอก

เหลือเงินอยู่หน่อยๆ เราจึงแวะเติมน้ำมันเท่าที่ได้

และในปั้มนั้นเอง ..​มี 7-11

- ต๊ายตาย ไม่ได้อยากนอกเส้นทางนะ อันนี้เรียกทางผ่าน -

 

ซื้อนมกลับมาอีกลิตรหนึ่ง เพื่อหวังจะได้ทำกาแฟสดทดลองกับเขาสักที

และมุ่งหน้ากลับแพทันใด

 

ไม่รู้เมื่อไหร่ที่ฉันรู้สึกง่วงอย่างห้ามไม่อยู่

เหมือนหนังตาบนและล่าง พยายามจะปรองดองกันอย่างหนัก

ฉันจึงเปรยเบาๆ

“ง่วงมาก ขอนอนล่ะนะ” และหลับไปทันที

 

ตื่นมาอีกที ใกล้ถึงแพแล้ว

นับเป็นอีกวันที่รู้สึกมีความสุขมาก เพราะรู้สึกถึงการมีตัวตนอยู่ที่นี่เพิ่มขึ้น

 

มาถึงแพ ป้าถาม “วันนี้เข้าเมืองสนุกไหม?”

“ไม่ค่อยสนุกเลยค่ะ ร้อนมากกว่า เพลียเลยค่ะ” ฉันตอบหน้ามุ่ย

 

เพราะฉันรู้ว่าอะไรที่เป็นความสุขของฉัน ป้าจะขัดขวางเสมอ

เอาเลย ส่งฉันเข้าเมืองบ่อยๆเลย!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 6 Sep 2013 14:50:22 by Hansa

ได้กลับไปกทม.ตั้งแต่บ่ายวันที่ 29 และกลับมาที่นี่อีกครั้งวันที่ 2

ซึ่งก็นับเป็นการกลับไปกทม.ที่วุ่นวายมาก เพราะมีภารกิจประมาณล้านอย่างที่ต้องทำ

ทั้งจ่ายหนี้ ทั้งโอนเงิน ทั้งพบปะประชาชน

รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นเย็นวันก่อนกลับเสียแล้ว

วันกลับ แม่บอกจะมาส่งที่ท่ารถเมืองกาญฯ เพราะเอาจริงๆมันก็ไม่ได้ไกลเท่าไร

สิ่งที่ไกลคือแพนี้ต่างหาก!

วางแผนกันดิบดี ว่าจะรอจนฉันขึ้นรถ กาญฯ - ด่านเจดีย์สามองค์

แต่แล้วชีวิตก็พลิกผันอีกครั้ง เมื่อโทรศัพท์ดังขึ้น!

“ฮัลโหล น้องแนน อยู่ไหนแล้ว..” พ่อฉันนี่เองที่โทรมา

“อ่อ อยู่บนรถตู้ ใกล้ออกกทม.แล้วค่ะ” ฉันตอบไปอย่างตกใจ ตอบแบบนั้นไปทำไมก็ไม่รู้!

“โอเค นี้ป๊าก็กำลังเข้าเมืองเหมือนกัน เดี๋ยวเรากลับพร้อมกันนะ”

“...”

คงตอบว่า ”ไม่” ไม่ได้สินะ

หลังจากการสนทนานั้นจบลง ภารกิจ Fast&Furious ก็เกิดขึ้น

แม่ต้องเร่งเร็วกว่านรก เหยียบสู้ฟัดมาให้ถึงโลตัส กาญฯ

สุดท้ายก็มาถึงโดยสวัสดิภาพ

ระหว่างขับรถมา แม่เปรยเบาๆ

“เรานี่มันเป็นคนโชคดีจริงๆ เป็นคนโชคดีมาตลอด และโชคดีตลอดไป”

ทำเอาฉันคิดย้อนกลับไปว่าชีวิตฉันอุดมด้วยความโชคดีจริงไหม?

..คิดไปคิดมา มันก็จริง

 

แม้จะต้องทนฟังพ่อด่า แต่สุดท้ายก็ถือว่าฉันมาถึงได้ทันเวลา

ฉันคิดว่าเมื่อเจอพ่อแล้ว ฉันจะได้กลับแพเลย แต่เปล่า

“เดี๋ยวเราต้องแวะเอามอเตอร์ไซด์ก่อน” พ่อบอก

ห๊ะ! มอไซด์อะไรนะ?

 

กลับมาอีกครั้งที่ศูนย์ฮอนด้า กาญฯ

พ่อสั่งมอเตอร์ไซด์ ฮอนด้าดรีม เอาไว้

ฉันได้เจอกับ พี่หน่อย ลูกชายของเจ้าของเอเย่นต์ขาย

ซึ่งจับได้ทันทีว่าฉันไม่ใช่คนที่นี่

“ตัวขาวแบบนี้ ไม่ได้อยู่กาญฯ แน่นอน เพิ่งกลับมาเหรอครับ”

“ค่ะ มาช่วยงานพ่อ”

“รีบกลับกรุงเทพฯเหอะ ยังทันนะ”

นี่คือคำทักทายจากพี่หน่อย ผู้ต้องกลับมาทำงานที่บ้านเช่นกัน

พี่หน่อยเป็นสจ๊วตมาก่อน และท้ายสุดก็กลับมาทำงานที่นี่

 “พี่ไม่ชินที่นี่เลย นี่ไม่ใช่โลกของพี่ พี่ต้องขับรถกลับกรุงเทพฯ ทุกเสาร์อาทิตย์เลย”

“พี่มาจากโรงเรียนประจำ แล้วก็มาต่ออัสสัมบางรัก เข้าเอแบค แล้วก็ไปต่อเมืองนอก”  

“ที่นี่ไม่ใช่พี่”

ฉันรู้ได้ว่าพี่หน่อยนี่แหละ สมควรเป็นเจ่เจ้ของฉัน!

 

หลังจากได้มอเตอร์ไซด์มา ก็ถือเป็นการนั่งรถกลับแพอย่างสงบ

 

การกลับมาครั้งนี้ มาพร้อมหัวใจที่คึกคัก

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แค่รู้ว่า..เราจะต้องผ่านมันไปได้ และอย่างดีด้วย